“ชีวิตเป็นของเรา ความคิดมันก็เป็นของเรา เราเลือกได้ว่าเราจะสุขหรือจะทุกข์”
ชีวิตเป็นของเรา ความคิดมันก็เป็นของเรา เราเลือกได้ว่าเราจะสุขหรือจะทุกข์
นิยามการใช้ชีวิต ของ สุจารี เทพอาวุธ หรือณัช
สุจารี เทพอาวุธ หรือณัช (ณัชชารีย์ พัฒนาวงศ์โภคิน) เป็นผู้ประกาศข่าว ผู้ดำเนินรายการทาง TNN 24 ทีวีดิจิทัล ช่อง 16 เป็นผู้หญิงที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง จากเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เริ่มทำงานด้านข่าว จนสามารถก้าวมาเป็นแถวหน้าของวงการผู้ประกาศข่าวได้ นับว่าเป็นผู้หญิงที่เก่งมากๆ อีกท่าน
POSITIF จึงชวนคุณณัชมาพูดคุย ถึงเคล็ดลับการทำงาน การดูแลตัวเอง และครอบครัวตลอดจนไลฟ์สไตล์ส่วนตัวที่น่าสนใจ ติดตามบทสัมภาษณ์ดีๆ ได้ที่ www.positifthailand.com
ตอนนี้คุณณัชทำอะไรอยู่บ้าง?
ตอนนี้เป็นผู้ประกาศข่าว ผู้ดำเนินรายการ ช่อง TNN 24 ช่องหมายเลข 16 ทำงานพิธีกร งานอีเวนท์ ทั้งของหน่วยงานภาครัฐ แล้วก็เอกชน จะมีเป็นทั้งแบบจริงจังที่เป็นวิชาการ และงานโปรโมทสินค้าทั่วไป เราจะทำงานแบบไม่ตามสคริป จะตามอารมณ์ไปเรื่อยๆ ชอบรับงานที่เราได้รับความรู้เพิ่ม มาเติมเต็มความรู้ในส่วนที่เรายังไม่มี

เคยอ่านข่าวประเภทไหนมาบ้าง?
อ่านข่าวมา 20 ปี ผ่านมาครบทุกอย่าง เริ่มอ่านข่าวกีฬา ของ IBC ทุกคำตอบคือกีฬา ต่อมาก็มาอ่านข่าวทุกประเภทของ IBC หลังจากนั้นก็มารวมเป็น UBC แล้วก็มาเป็นทรูวิชั่น ช่อง Super Sportจนตอนนี้ก็มาเป็น TNN24 ก็จะมาอ่านข่าวทั่วไปรวมๆ ที่จะเจาะลึกมากเป็นพิเศษก็จะเป็น เรื่องของการเมือง

เมื่อได้อ่านข่าวที่ไม่ถนัด มีวิธีการแก้ไขอย่างไร?
เราต้องฟังคนอื่น เช่นข่าวกีฬา สิ่งที่ยากที่สุดคือชื่อของนักกีฬา โดยเฉพาะนักฟุตบอล เราอ่านจากตัวหนังสือ เราไม่รู้หรอกว่ามันอ่านออกเสียงให้ถูกต้องอย่างไร ต้องใช้วิธีไปฟังจากที่อื่น ว่าอ่านแบบไหน นอกเหนือจากฟังก็ต้องดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ แล้วทุกวันนี้ที่ง่ายที่สุดคืออ่านจากโซเชี่ยลมีเดีย ทุกๆ ส่วนมันช่วยในการทำงานของเราได้หมด ตอนที่พึ่งเริ่มต้นอาชีพนี้ เราอ่านผิดบ่อยมาก เอาง่ายๆว่า ถ้าผิดเป็นครู ตอนนี้คงเป็นผู้อำนวยการแล้ว การผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้กับทุกคน ขนาดการพูดจากความคิด เรายังพูดผิด นับประสาอะไรกับการอ่าน แต่อย่าให้ผิดเยอะจนเกินไป จนน่าเกลียด เพราะบางทีคนดูก็รับไม่ได้ และที่สำคัญอีกอย่างที่ผิดไม่ได้เลยคือข้อมูล เราเป็นผู้ประกาศ หากเราข้อมูลผิด ความน่าเชื่อถือมันจะหายไป ต้องพยายามทำการบ้านให้เยอะๆ หากไม่เข้าใจตรงไหนเราต้องไปถามคนที่รู้ เราต้องทำความเข้าใจก่อน แล้วมาย่อยให้ความยากนั้นสามารถเข้าใจแบบง่ายๆ หากตัวเราเองไม่เข้าใจ คนที่รับสารจากเรา โอกาสน้อยมากที่จะเข้าใจ
นิยามการใช้ชีวิต ของ สุจารี เทพอาวุธ หรือณัช
ทำไมเลือกทำงานสายข่าวถึง 20 ปี?
เป็นดวงมั้ง เป็นคนที่ตั้งแต่สมัยเรียน ไม่เคยอ่านข่าว ไม่ดูข่าว ไม่ฟังข่าว ตอนนั้นรู้สึกว่าไม่ชอบ เพราะคนในครอบครัวก็ดูแต่ละคร แม่ดูเราก็ดูตาม จนกระทั่งเรียนมาถึงปี 4 ปรากฎว่า ไปเจอโปรดิวเซอร์ข่าวในงานแต่งงานพี่ชาย แล้วเค้าก็ได้มาชวนให้ลองไปเทส เป็นผู้ประกาศ แต่ตอนนั้นแค่รู้สึกว่าอยากได้เงินค่าขนม เพราะเราก็กำลังเรียนอยู่ไม่ได้มีรายได้อะไร ก็เลยไปเทสแล้วเกิดได้เป็นผู้ประกาศขึ้นมาจริงๆ ก็ทำมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา มีความรู้สึกว่า ถ้าไม่ทำอาชีพนี้ก็ไม่รู้จะไปทำอาชีพไหนแล้ว ข่าวเป็นอะไรทีไม่น่าเบื่อ มีอะไรใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา ให้เราได้ตาม แล้วสมัยก่อนไม่ค่อยมีคนอยากเป็นผู้ประกาศ อาจจะเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้มีเวทีจนถึงทุกวันนี้ แล้วพอได้อ่านออกหน้าจอ ทางสถานนีก็ส่งไปสอบใบผู้ประกาศ โชคดีที่สอบครั้งเดียวได้เลย ถึงแม้คะแนนจะคาบเส้นมาไม่เยอะก็ตาม และทำให้มีอาชีพมาถึงปัจจุบันนี้

เคยลงภาคสนามบ้างหรือไม่?
มีบ้างแต่ก็ไม่บ่อยคือไม่ได้มาจากการเป็นผู้สื่อข่าว มาถึงได้เป็นผู้ประกาศเลย เพราะฉะนั้นงานภาคสนามก็จะเป็นแต่ประเภทไปจัดรายการข้างนอก เป็นรายการเฉพาะกิจ ทางทีมงานต้องการตัวให้ไปจริงๆ นอกนั้นก็จะอ่านอยู่ในสตูดิโอ แต่เราก็ชื่นชมในตัวนักข่าวนะ เพราะนักข่าวเก่งกว่าผู้ประกาศข่าวเยอะ ทั้งหาข่าว บางทีก็ต้องอ่านหน้าจอบ้าง เราแค่รับข่าวของเค้ามาอ่านเท่านั้นเอง

บุคคลต้นแบบในการทำงานคือใคร?
ไม่มีนะ แปลกเนอะ? เรารู้สึกว่าแต่ละคนจะมีสไตล์เป็นของตัวเอง เราไม่ได้ชอบใครเป็นพิเศษ แต่ละคนจะมีความเด่นแตกต่างกันไป แล้วในแต่ละคนจะมีส่วนที่คนดูรู้สึกว่ายังไม่ใช่ ยังไม่ชอบต่างกันออกไป เราสามารถเก่ง มีฝีมือด้วยตัวเองได้ เราคือเรา เรามีสไตล์เป็นของตัวเอง แค่ต้องรู้จุดเด่นของตัวเองแล้วนำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเราจะมีครูคอยแนะนำอยู่ตลอด เรียกได้ว่าเป็น สุจารี ศิษย์หลายครู ให้คำแนะนำว่าอ่านแบบไหน ลงเสียงแบบไหน ถึงครูที่สอนจะอ่านดี จังหวะดี แต่เราก็ไม่ได้เหมือนเค้า เราก็ยังคงความเป็นตัวเองอยู่

ตอนนี้เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จสูงสุดแล้วหรือยัง?
แค่ตอนนี้รู้สึกว่า ตัวเองมีพัฒนาการจากเมื่อก่อนเท่านั้นเอง แต่คงไม่ใช่ผู้ประกาศที่ดีที่สุด หรือพิธีกรที่ดีที่สุด เพราะยังมีคนเก่งๆ อีกเยอะมาก แต่เราก็คงยังต้องเดินหน้าต่อไปในเส้นทางนี้ เท่าที่ผู้ใหญ่ยังคงให้โอกาสเราทำงาน ใช้การทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในแต่ละวัน ชีวิตเป็นของเรา ความคิดมันก็เป็นของเรา เราเลือกเลือกได้ว่าเราจะสุขหรือจะทุกข์ จะดำเนินชีวิตให้มีความสุขอย่างไร เพราะถ้าชีวิตมีความสุข เราก็จะมีพลังในการทำงานให้ออกมาดีได้ และพูดถึงการทำงาน จะทำอะไรเราต้องมีเป้าหมาย ตั้งเป้าหมายให้สูง จะวิ่งไปถึงหรือเปล่านั่นคืออีกเรื่องนึง แต่โดยสัญชาตญาณ หากเราตั้งเป้าหมายให้สูง เราก็จะมีแรงฮึด มีความพยายามให้ไปถึง หรือไปให้ใกล้เป้าหมายมากที่สุดอยู่แล้ว หากเป้าหมายต่ำ มันก็วิ่งได้ต่ำๆ ชีวิตก็จะเรื่อยเปื่อยไปวันๆ “สุข...กับสิ่งที่มี” เคล็ดลับดีๆ จาก คุณจอย ตันติวงษากิจ
ความท้าทายในการทำงานข่าวคืออะไร?
ข่าวเป็นอะไรที่ไม่หยุดนิ่ง เช่น เรื่องของคดี มีเข้ามาเยอะมาก เราจึงต้องพยายามเล่าข่าว นำเสนอข่าวในเรื่องยากๆ ให้คนดูเข้าใจแบบง่ายๆ ทำให้คนสนใจเรา เพราะตอนนี้ผู้ประกาศมีเยอะมาก แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนมาดูเรา เช่นรายการเสาร์-อาทิตย์ รายการที่ทำอยู่ คือห้องข่าวสุดสัปดาห์ 8-10โมง เป็นรายการที่เรตติ้งดีที่สุดของ TNN 24 รายการนี้จะเป็นตัวของตัวเองมากๆ เป็นการนั่งคุย ทำแล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้มาทำงาน เหมือนมานั่งเม้าส์ข่าวกัน เป็นรายการที่เล่าข่าวแบบมีสีสัน ทำให้เพื่อนๆ ที่นั่งอยู่หน้าทีวีได้รับรู้ข่าวสารเหมือนกับเรา สนุกไปกับการรับชม โดยเฉพาะเสียงหัวเราะที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ หัวเราะแบบเปิดเผยไม่ห่วงสวย นี่ก็ถือว่าเป็นตัวของตัวเองในสไตล์เรา ก็สามารถทำให้ผู้ชมติดตามเราได้เหมือนกัน

เป้าในอนาคตต่อจากนี้ มีการวางแผนอะไรไว้บ้างหรือไม่?
เอาเป็นว่า ณ ตอนนี้ อายุ 41 แล้ว มันทำให้รู้ว่า เวลาการทำงานในอาชีพนี้เหลืออีกไม่เยอะ ทุกวันนี้มีคลื่นลูกใหม่เยอะมาก เราควรต้องมีอาชีพเสริม ตัวเราคิดเรื่องตรงนี้มาเป็น 10 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือทำสักที ล่าสุดสนใจอยากเรียนหลักสูตรสั้นๆ เวชศาสตร์ ชะลอวัย 1. เพื่อที่จะดูแลตัวเอง ทั้งภายในและภายนอก 2. ดูแลคนรอบข้าง คนที่เรารัก 3. อาจจะต่อยอดทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียน มันเป็นเทรนด์ของโลกด้วย สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ มันคือเป้าหมายในอนาคต แต่ตอนนี้กำลังศึกษาข้อมูลอยู่ ว่าเราจะสามารถเรียนได้หรือไม่ เพราะเราไม่ได้จบหมอหรือเภสัชมา

แบ่งเวลาทำงาน และครอบครัวให้บาลานซ์กันทำอย่างไร?
ที่ผ่านมาครอบครัวได้เวลาจากเราน้อยมาก จนแม่น้อยใจ เพราะเราอยู่กันคนละที่ แม่อยู่บ้าน เราอยู่คอนโด แต่คนเป็นแม่ความเข้าใจมันมีเกินร้อยอยู่แล้ว ช่วงหลังๆ ก็ปรับตัวเองใหม่ จะไปหาแม่ และยาย ทุกอาทิตย์ พาไปทานข้าว ยังไงก็ต้องเจอกันทุกอาทิตย์ เราต้องบาลานซ์ให้ได้ 3 ส่วน ส่วนที่ 1 30% คือการทำงาน เพราะการทำงานเป็นส่วนที่ทำให้เรามีคุณค่า และที่สำคัญการทำงาน มันทำให้เราได้ปัจจัยมาเลี้ยงครอบครัว ส่วนที่ 2 อีก 30% คือครอบครัว แล้วอีก 30% คือการให้เวลากับตัวเองด้วย มันคือการบาลานซ์ ที่ดีที่สุดที่จะทำได้ ส่วนอีก 10% เป็นอื่นๆ ที่จะเข้ามามีบทบาทในชีวิต อันนี้คือทฤษฎีที่เราอยากทำให้ได้นะคะ

การดูแลตัวเอง เมื่อต้องทำงานหนัก?
ที่ผ่านมาเป็นคนไม่ได้ใส่ใจสุขภาพตัวเอง ดูแลตัวเองน้อยมาก เป็นคนหลับยาก หลับได้ไม่กี่ชั่วโมงก็ตื่น จนตอนหลังมีปัญหาสุขภาพ ตอนนี้มีโรคประจำตัวคือ ไฮโปไทรอยด์ คือเป็นไทรอยด์แบบอ้วน เราจึงยิ่งต้องดูแลตัวเองมากกว่าปกติ ทั้งต้องออกกำลังกาย คุมอาหาร คุณหมอให้คำแนะนำ ให้ออกกำลังกายเพื่อให้กระบวนการเผาผลาญมันทำงาน เราจึงเริ่มวิ่งเกือบทุกวัน วันหนึ่งจะออกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ตอนแรกก็คิดว่าสุขภาพต้องดีขึ้นแน่ๆ แต่ปรากฎว่า เราออกกำลังกายแบบไม่มีความรู้ ออกผิดวิธี ทำให้บาดเจ็บที่หัวเข่า จึงมีการปรับเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกายใหม่ โดยใช้วิธีเดินเร็วแทนการวิ่ง ควบคู่กับการเล่นเวท แล้วปกติเราเป็นคนที่ดื่มน้ำน้อย ตอนนี้ก็พยายามดื่มให้มากขึ้น เพราะจะช่วยเรื่องระบบขับถ่ายของเราด้วย ถ้าปล่อยให้ตัวเองท้องผูก ปัญหาสิวก็จะตามมา พอทำแบบนี้ไปสักระยะ ก็เห็นถึงพัฒนาการของร่างกายที่ดีขึ้น เราสามารถนอนหลับสนิท ระบบขับถ่ายก็ดี ปัญหาสิวก็ลดลง เราอยู่หน้ากล้อง เรื่องของผิวหน้าจำเป็นต่ออาชีพของเรา เราก็ต้องหาวิธีมาดูแลให้ดีที่สุด


อ่านเคล็ดลับความงามและไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่นทั้งหมด<<